Text Size

ความเป็นมาสำนักวินัยทางการเงินและการคลัง

         ระบบการตรวจเงินแผ่นดินของไทยมีมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๑๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ และได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดองค์กรมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน มีหลักการและวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบ ควบคุม การใช้จ่ายเงินแผ่นดินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อมิให้เงินแผ่นดินรั่วไหล โดยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๓๑๒ ได้กำหนดให้การตรวจเงินแผ่นดินกระทำโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่เป็นอิสระเป็นกลาง โดยกำหนดรายละเอียดของโครงสร้างและการจัดองค์กร ตลอดจนอำนาจหน้าที่ไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ และในมาตรา ๓๓๓ ยังได้กำหนดให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ต้องมีหลักเกณฑ์และวิธีพิจารณาในเรื่องวินัยทางงบประมาณและการคลัง การกำหนดโทษปรับทางปกครอง และการพิจารณาวินิจฉัยความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลังในฐานะที่เป็นองค์กรสูงสุด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ระบบการควบคุมการตรวจสอบการเงินแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีวินัย

history      ต่อมาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้กำหนดมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมการเงินของรัฐขึ้นมาโดยออกระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยให้มาตรการเกี่ยวกับการควบคุมการเงินของรัฐ เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับวินัยทางงบประมาณและการคลังที่ออกตามความในกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อกำหนดอื่นซึ่งหน่วยรับตรวจต้องยึดถือปฏิบัติอยู่แล้ว และถือเป็นวินัยทางงบประมาณและการคลัง หากเจ้าหน้าที่หรือพนักงานของหน่วยรับตรวจจงใจฝ่าฝืนมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมการเงินของรัฐตามที่กำหนดในระเบียบ ถือเป็นการกระทำความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง ต้องรับโทษปรับทางปกครอง กล่าวคือ โทษปรับโดยการหักเงินเดือนหรือค่าจ้าง หรือการเรียกให้ชำระตามอัตราที่กำหนดไว้ตามระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยวิธีพิจารณาความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยมีคณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและการคลังทำหน้าที่พิจารณาเรื่องความผิดและกำหนดโทษปรับทางปกครองเบื้องต้น และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยความผิดและกำหนดโทษปรับทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง ซึ่งคำวินิจฉัยให้เป็นที่สุดและคำวินิจฉัยมีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือนที่สั่งโดยผู้บังคับบัญชาของหน่วยรับตรวจ และเพื่อประโยชน์ในการปรามผู้ละเมิดวินัยโดยทั่วไป คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจะนำคำวินิจฉัยลงโทษทางวินัยทางงบประมาณและการคลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วยก็ได้ ทั้งนี้การวินิจฉัยลงโทษทางวินัยทางงบประมาณและการคลังไม่เป็นการตัดอำนาจของผู้บังคับบัญชาขอบผู้ถูกลงโทษทางวินัยในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบการบริหารของหน่วยรับตรวจที่จะพิจารณาลงโทษทางวินัยเพราะเหตุเดียวกันนี้อีก แต่โทษดังกล่าวจะต้องเป็นโทษสถานอื่นซึ่งมิใช่เป็นโทษตัดเงินเดือนหรือลดขั้นเงินเดือน

               ดังนั้นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นจึงได้ประกาศแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยกำหนดให้มีสำนักวินัยทางการเงินและการคลังเพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและการคลัง และเป็นกลไกหนึ่งในกระบวนพิจารณาความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนในการทำสำนวนรวบรวมข้อเท็จจริง และเสนอความเห็นโดยอิสระ   ตามมาตรา ๒๐  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๔๒ และทำหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและการคลัง ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เรื่อง การแบ่งส่วนราชการและอำนาจหน้าที่ภายในของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๕๕ กำหนดให้สำนักวินัยทางการเงินและการคลังมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

             ๑. ดำเนินการเกี่ยวกับงานรับเรื่องความผิดทางการเงินและการคลัง การสอบสวนสรุปสำนวนการทำความเห็น การสนับสนุนงานไต่สวน การพิจารณาและการกำหนดโทษปรับทางปกครองเบื้องต้นของคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลัง การบังคับโทษปรับทางปกครองตามคำวินิจฉัยและติดตามผลการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 

             ๒. ดำเนินการเกี่ยวกับงานเลขานุการงานการประชุมของคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลัง ศึกษา ค้นคว้าและเสนอความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขปรับปรุงมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมการเงินภาครัฐของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งเผยแพร่คำวินิจฉัยความผิดวินัยทางการเงินและการคลังของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

             ๓. ควบคุมและติดตามค่าปรับทางปกครองของคู่กรณีที่นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แล้วส่งสำเนาหลักฐานการดำเนินการต่าง ๆ ให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทราบ

             ๔. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของส่วนราชการภายในอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย