Text Size

ความเป็นมาวินัยทางงบประมาณและการคลัง

   แม้จะมีระเบียบกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ของหน่วยรับตรวจโดยตรงแต่บางครั้งบทลงโทษทางวินัยก็ใช้ไม่ได้มากนักเพราะส่วนใหญ่ผู้บังคับบัญชามักปกป้องลูกน้องตนเอง และบางกรณีการกระทำผิดทางด้านการเงินก็เพื่อประโยชน์ของหน่วยงาน จึงมิได้รับการลงโทษใดๆ ทำให้เกิดการละเมิดกฎเกณฑ์ทางงบประมาณและการคลังอยู่ประจำ เพื่อขจัดปัญหาในลักษณะดังกล่าวฝ่ายนิติบัญญัติของต่างประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส จึงเสนอให้จัดตั้งองค์กรที่มีอำนาจลงโทษผู้กระทำผิดทางงบประมาณและการคลัง มีอำนาจพิพากษาการกระทำที่ละเมิดกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารรายรับและรายจ่าย หรือทรัพย์สินของสาธารณะที่เจ้าหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่รับผิดชอบรวมถึงผู้บริหารด้วย เรียกว่า “ศาลวินัยทางงบประมาณและการคลัง” (La Cour De Discipline Budgetaire Et Financiere) ของประเทศฝรั่งเศสจึงกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๔๘ โดยรัฐบัญญัติฉบับลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๖๓ ก็เพื่อเยียวยาหรืออุดช่องโหว่ที่มีอยู่ในระบบงบประมาณและการคลังของประเทศฝรั่งเศส

balance       โดยกฎหมายและระเบียบการคลังแล้ว ผู้กระทำความผิดจะได้รับโทษหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ       ผู้บังคับบัญชาหรือพนักงานสอบสวน หรือองค์กรอื่นตามกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมาการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นเพียงการตรวจสอบที่ปราศจากซึ่งอำนาจลงโทษโดยตรง เมื่อตรวจพบการกระทำผิดอันเป็นสาเหตุให้บรรดาเจ้าหน้าที่หรือพนักงานของหน่วยรับตรวจ รวมถึงหน่วยรับตรวจขาดซึ่งความยำเกรงต่อกระบวนการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน และส่งผลให้ระบบการตรวจสอบควบคุมการเงินแผ่นดินของรัฐขาดประสิทธิภาพและวินัย เช่น โทษทางวินัยโดยปกติแล้วผู้บังคับบัญชามักจะช่วยเหลือปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาของตนการลงโทษทางวินัยจึงมักไม่เกิดขึ้น ในส่วนการลงโทษทางแพ่ง โดยหลักการแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ผู้กระทำผิดคงไม่สามารถหาทรัพย์สินมาชดเชยความเสียหายที่ตนได้ก่อให้เกิดแก่รัฐได้เพียงพอ และโทษทางอาญาก็เป็นการลงโทษที่ตัวบุคคลเท่านั้น แต่ความเสียหายที่รัฐได้รับก็ไม่ได้รับการเยียวยาอีกทั้งกระบวนการพิจารณาคดีอาญาจะต้องหาพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเห็นว่าจำเลยมีความผิดจริงโดยปราศจากข้อสงสัย ซึ่งเป็นการยากยิ่งที่จะลงโทษผู้กระทำผิดในทางอาญาได้ จึงเป็นแนวคิดที่จะจัดให้มีการปฏิรูประบบการตรวจเงินแผ่นดินของไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕

      วินัยทางงบประมาณและการคลังจึงเป็นระบบการควบคุมเฉพาะกรณี นอกเหนือจากการควบคุมตรวจสอบการเงินแผ่นดินโดยทั่วไปที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือฝ่ายปกครองต้องมีความรับผิดชอบในการบริหารงบประมาณ การเงินและการคลังเพิ่มมากขึ้น อันเป็นระบบที่ประเทศในกลุ่มยุโรปที่เป็นรัฐเสรีประชาธิปไตยหลายประเทศนิยมใช้กันรวมทั้งประเทศไทยด้วย แต่เป็นการใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน

       ฉะนั้น การที่บทบัญญัติในเรื่องที่เกี่ยวกับวินัยทางงบประมาณและการคลังถูกกำหนดไว้ชัดเจนเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรเช่นนี้ ถือเป็นการจัดระบบการบริหารงานวินัยในลักษณะที่เป็นกระบวนการทางนิติธรรม (Judicial due process) หรือกระบวนการยุติธรรมทางปกครองด้านการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวคือ มีการตรากฎหมายหรือออกระเบียบไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแน่นอน กำหนดการกระทำอันพึงปฏิบัติและห้ามไม่ให้ปฏิบัติกำหนดโทษของการฝ่าฝืน และกำหนดวิธีพิจารณาหรือการดำเนินการทางวินัยทางงบประมาณและการคลังเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด และคำวินิจฉัยชี้ขาดถือเป็นที่สุด

      การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวควรตั้งอยู่บนพื้นฐาน ๔ ประการ คือ ๑) ข้อปฏิบัติต้องชอบธรรม ๒) เจ้าหน้าที่หรือพนักงานของหน่วยงานจะต้องรู้ชัดเจนว่าจะให้เขาปฏิบัติอย่างไร ๓) ทางราชการหรือหน่วยงานมีสิทธิที่จะได้ผลงานและการร่วมแรงร่วมใจจากคนที่มีวินัยดี และ ๔) องค์กรที่ทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการเงินแผ่นดินมีอำนาจที่จะดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบ